กลอนเสภา
มาถึงบทประพันธ์สุดท้าย นั่นคือกลอนเสภา เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยิน คงต้องตกใจ 😆 เพราะการ ขับเสภายากที่สุดในบรรดาบทร้องกรองทุกชนิด แต่หากขับเสภาได้ นั่นถือว่า มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง การฝึกอ่านขับเสภาต้องอาศัยประสบการณ์ความสามารถจากการอ่านบทร้อยกรองทุกชนิด มาผสมผสานเพื่อที่จะฝึกการอ่านขับเสภา ตัวแอดมินเองก็มีหลักการง่ายๆ คือการจำจังหวะทำนองการขับเสภา จากเรื่องเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงามมาเป็นแบบในการขับเสภาในเเต่ละบทนั่นเองค่ะ
กลอนเสภา เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งแต่งเพื่อใช้ขับ เพราะใช้เป็นกลอนขับ จึงกำหนดคำไม่แน่นอน มุ่งการขับเสภาเป็นสำคัญ จึงใช้คำ ๗ คำ ถึง ๙ คำ การส่งสัมผัสนอกเหมือนกับกลอนสุภาพ แต่ไม่บังคับหรือห้ามเสียงสูง ต่ำ ตามจำนวนคำแต่ละวรรค อยู่ในเกณฑ์กลอน ๗-๙ เช่น เสภาขุนช้างขุนแผน
แผนผังกลอนเสภา
อ้างอิง
หลักการอ่านบทร้อยกรองประเภทร่ายยาว
๑.ขั้นตอนการเอื้อน โดยมีข้อสังเกตุว่าถ้าบททั่วไปเอื้อนสั้น ถ้าบทเศร้าจะเอื้อนยาว ถ้าเศร้ามากจะเอื้อนยาวเหมือนเพลงหม้ายขันหมาก เช่นนั้น..
-การเอื้อนสั้น เช่น
...เอ๊ย....จะกล่าวถึง/พลายงาม/ทรามสวาท
เฉลียวฉลาด/แล้วกล้า/วิชา..เฮ้อ..เออ..ขยัน..ฮื้อ..
-การเอื้อนกลางๆ เช่น
...เฮ้อ.......เงอ.................เอ่อ.....เอย...................ยาฮื้อ..
เจ้าพลายงาม/ความแสน/สงสารแม่
ชำเลืองแล/ดูหน้า/น้ำตา.......เฮ้อ..เออ...../ไหล....ฮื้อ
แล้วกราบกราน/มารดา/ด้วย....อา..ลัย...เอ่อ..เฮ้อ..เอย
ลูกเติบใหญ่/คงจะมา/หาแม่...เอ่อ..เฮ้อ..เออ..คุณ
............................................................
............................................................
-บทสุดท้ายหากจะลงจบมีข้อสังเกตุเพื่อความไพเราะขึ้นนะ
ให้ขึ้นด้วยเสียงกลางๆในวรรค ๑-๒ และจะขึ้นเสียงสูงในวรรคที่ ๓-๔ เช่น
เหลียวหลัง/ยังเห็นแม่/แลเขม้น.....เออ...
แม่ก็เห็น/ลูกน้อย/ละห้อยหา..ฮื้อ..
แต่เหลียวเหลียว/เลี้ยวลับ/วับวิญญาณ์....เฮ้อ...เออ...
โอ้เปล่าตา/ต่างสะอื้น/ยืน...เฮ้อ...เออ..ตะลึง....เงอ...ฮื้อ
............................
ข้อ สังเกตุ การขับเสภาที่ดีนั้น ต้องอ่านบทให้รู้ก่อนว่าเป็นบทอย่างไร เพราะการขับจะต้องใส่อารมณ์ตามบทนั้นๆ การอ่านคำต้องชัดเจนโดยเฉพาะคำควบกล้ำ การเว้นวรรคของบทกลอนสำคัญที่สุดถ้าเป็นกลอนหก ให้เว้นวรรค ๒/๒/๒ ถ้ากลอนเจ็ดให้เว้นวรรค ๒/๒/๓ ถ้ากลอนแปดให้เว้นวรรค ๓/๒/๓ ถ้ากลอนเก้าให้เว้นวรรค ๓/๓/๓ การทอดเสียงให้เกิดความไพเราะ ผู้ที่ขับเสภาดีก็เหมือนร้องเพลงดีดีนี่แหละ
-การเอื้อนสั้น เช่น
...เอ๊ย....จะกล่าวถึง/พลายงาม/ทรามสวาท
เฉลียวฉลาด/แล้วกล้า/วิชา..เฮ้อ..เออ..ขยัน..ฮื้อ..
-การเอื้อนกลางๆ เช่น
...เฮ้อ.......เงอ.................เอ่อ.....เอย...................ยาฮื้อ..
เจ้าพลายงาม/ความแสน/สงสารแม่
ชำเลืองแล/ดูหน้า/น้ำตา.......เฮ้อ..เออ...../ไหล....ฮื้อ
แล้วกราบกราน/มารดา/ด้วย....อา..ลัย...เอ่อ..เฮ้อ..เอย
ลูกเติบใหญ่/คงจะมา/หาแม่...เอ่อ..เฮ้อ..เออ..คุณ
............................................................
............................................................
-บทสุดท้ายหากจะลงจบมีข้อสังเกตุเพื่อความไพเราะขึ้นนะ
ให้ขึ้นด้วยเสียงกลางๆในวรรค ๑-๒ และจะขึ้นเสียงสูงในวรรคที่ ๓-๔ เช่น
เหลียวหลัง/ยังเห็นแม่/แลเขม้น.....เออ...
แม่ก็เห็น/ลูกน้อย/ละห้อยหา..ฮื้อ..
แต่เหลียวเหลียว/เลี้ยวลับ/วับวิญญาณ์....เฮ้อ...เออ...
โอ้เปล่าตา/ต่างสะอื้น/ยืน...เฮ้อ...เออ..ตะลึง....เงอ...ฮื้อ
............................
ข้อ สังเกตุ การขับเสภาที่ดีนั้น ต้องอ่านบทให้รู้ก่อนว่าเป็นบทอย่างไร เพราะการขับจะต้องใส่อารมณ์ตามบทนั้นๆ การอ่านคำต้องชัดเจนโดยเฉพาะคำควบกล้ำ การเว้นวรรคของบทกลอนสำคัญที่สุดถ้าเป็นกลอนหก ให้เว้นวรรค ๒/๒/๒ ถ้ากลอนเจ็ดให้เว้นวรรค ๒/๒/๓ ถ้ากลอนแปดให้เว้นวรรค ๓/๒/๓ ถ้ากลอนเก้าให้เว้นวรรค ๓/๓/๓ การทอดเสียงให้เกิดความไพเราะ ผู้ที่ขับเสภาดีก็เหมือนร้องเพลงดีดีนี่แหละ
อ้างอิง
ตัวอย่าง
เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม
| เจ้าพลายงามความแสนสงสารแม่ | ชำเลืองแลดูหน้าน้ำตาไหล |
| แล้วกราบกรานมารดาด้วยอาลัย | ลูกเติบใหญ่คงจะมาหาแม่คุณ |
| แต่ครั้งนี้มีกรรมจะจำจาก | ต้องพลัดพรากแม่ไปเพราะไอ้ขุน |
| เที่ยวหาพ่อขอให้ปะเดชะบุญ | ไม่ลืมคุณมารดาจะมาเยือน |
| แม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก | คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน |
| จะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือน | จะจากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัว |
| แม่วันทองของลูกจงกลับบ้าน | เขาจะพาลว้าวุ่นแม่ทูนหัว |
| จะก้มหน้าลาไปมิได้กลัว | แม่อย่ามัวหมองนักจงหักใจ |
| นางกอดจูบลูบหลังแล้วสั่งสอน | อำนวยพรพลายน้อยละห้อยไห้ |
| พ่อไปดีศรีสวัสดิกำจัดภัย | จนเติบใหญ่ยิ่งยวดได้บวชเรียน |
| ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ | เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน |
| แล้วพาลูกออกมาข้างท่าเกวียน | จะจากเจียนใจขาดอนาถใจ |
| ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก | ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล |
| สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย | แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา |
| เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น | แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา |
| แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์ | โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง สุนทรโวหาร ( ภู่ ) |
อ้างอิง
อ้างอิง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น